นับคลื่นเอลเลียตบิทคอยน์ สไตล์บันทึกแมงเม่า
Ledger Nano S - The secure hardware wallet

บันทึกแมงเม่า กับราคาบิทคอยน์ 21 ก.ค.2562

หลังจากที่ไม่ได้เข้ามาวิเคราะห์ราคาเงินดิจิตอล อย่างบิทคอยน์กันนานล่ะ วันนี้เลยถือโอกาศมาวิเคราะห์ราคาสไตล์บันทึกแมงเม่ากันสักหน่อย

จากที่เห็นนะครับหลังจากที่ราคามันได้เริ่มปรับตัวลง ตั้งแต่ปลายปี 2560 ถือว่าเป็นปีที่ราคาลงทั้งปีจริงๆ จนมาถึงตอนนี้เราก็เริ่มเห็นราคามีการดีดตัวขึ้นมาจากที่มันได้ปรับตัวลงมา ซึ่งจุดต่ำสุดอยู่ราวๆ 3,122 usd ซึ่งราคาปัจจุบันที่ผมกำลังพิมพ์บทความนี้อยู่ที่ประมาณ 10,600 usd หลายคนก็กำลังสงสัยว่าราคา ณ ตอนนี้จะไปต่อยังไง จะขึ้นต่อเลยไหม หรือว่าจะกลับตัวลงไป เพื่อหาจุดต่ำกว่า 3,122 usd ไหม เพราะจะเห็นว่าราคามันวิ่งมาไกลมาก จากจุดต่ำสุด 3,122 usd จนมาถึง จุดสูงสุดล่าสุด 13,200 usd ขึ้นมาเป็นหมื่นในช่วงเวลาแค่ 190 กว่าวัน ก่อนที่มันจะมีการปรับตัวมา ณ ตอนนี้

ผมก็สงสัยนะครับว่าเราจะสามารถใช้ทฤษฎีคลื่นเอลเลียตกับบิทคอยน์ได้ไหม ซึ่งการขึ้นลงของบิทคอยน์นั้นบางครั้ง ก็ไม่มีทฤษฎีไหนที่จะเอามาอ้างอิงได้เลย เดี่ยวก็ขึ้นพรวดพราด ไม่กี่อึดใจก็ลงยังกะก้อนหินตกหน้าผา แต่ผมจะมาลองนับคลื่นเอลเลียต โดยใช้ความรู้อันน้อยนิดของผมนับดูสิจะเป็นยังไง ก็จะเห็นดังภาพนะครับ โดยผมใช้กราฟราคาจากตลาด Bitstamp ในการนับ เพราะมันเห็นราคาตั้งแต่เริ่มแรกที่มีบิทคอยน์มาเลย

ลองพิจารณาจาก timeframe ใหญ่ระดับ week เพื่อจะได้เห็นสวิงชัดเจน จะเห็นว่าราคามีการปรับตัวขึ้นมา โดยผมจะให้เป็นคลื่น I ก่อน เพราะเห็นแล้วดูท่าจะเป็นคลื่นส่งขาขึ้น และจากนั้นปรับตัวในรูปแบบ flat ABC เป็นคลื่น II โดยขา C จะปรับตัวเป็นแบบ non-correction สามเหลี่ยมทรงลิ่ม ABCDE จุดต่ำสุดไปที่ 3,122 usd และจากนั้นราคาก็ได้ปรับตัวขึ้นไป ให้เป็นคลื่น 1 และปัจจุบันราคากำลังอยู่ในช่วงปรับตัว ซึ่งคลื่น 1 ที่ขึ้นมานี้ผมให้น้ำหนักว่าเป็นคลื่น 1 ขยาย เพราะคลื่น 1 มีความยาวมากกว่าคลื่น B ก่อนหน้า

แต่จะให้ยืนยันว่าเป็นคลื่น 1 ขยายเลยก็ยังไม่ได้ เพราะว่าต้องรอดูคลื่นปรับตัวคลื่นที่ 2 ทำกำลังปรับตัวอยู่นี้ เพราะถ้านี่เป็นคลื่น 1 ขยายจริง คลื่น 2 นี้ก็ต้องปรับตัวแบบ flat และจะต้องปรับตัวนานกว่าคลื่น 4 ด้วย ดังนั้นคลื่นขยายเราจะรู้ได้แน่ชัดจริงๆ ก็ต่อเมื่อคลื่น 3 จบแล้วแล้วเราก็ค่อยมาเทียบกับความยาวคลื่น 1 กับ คลื่น 3 อีกที ทีนี้เราลองมาสมมุติว่าคลื่น 1 เป็นคลื่นขยาย แล้วเป้าหมายราคาของคลื่น 3 กับ 5 จะเป็นอย่างไร

ในกรณีนี้ เรามองว่าคลื่น 2 ได้เคลื่อนที่ครบแล้ว ซึ่งถ้าคลื่น 1 เป็นคลี่นขยาย แสดงว่าคลื่น 1 ต้องยาวไม่ต่ำกว่า 161.8%ของคลื่น 3 ซึ่งจุดสูงสุดของคลื่น 3 ที่จะไปได้ก็จะเป็นประมาณ 18,000 usd (เพราะถ้าเกินนี้คลื่น 1 จะยาวน้อยกว่า 161.8% ของคลื่น 3) และคลื่น 5 ต่อมาก็จะยาวไม่เกิน 38.2% ของคลื่น 3 ดังนั้นก็จะได้เป้าราคาของคลื่น 5 ประมาณ 21,500 usd โดยประมาณ

ทีนี้เมื่อจบคลื่น 5 เกิน 2x,xxx usd แล้ว จุดนี้ก็เป็นจุดสูงสุดใหม่ที่มากกว่ายอดสูงของคลื่น I พอดี

ลองปรับ timeframe ให้เล็กลงเพื่อจะดูคลื่นย่อยภายใน

จะเห็นว่าคลื่น 2 ปรับตัวเป็นแบบ flat ABC ทีมีรหัสคลื่นภายในเป็น 3-3-5 คลื่นต่อไปที่กำลังจะก่อตัวนี้ควรจะเป็นคลี่นลูกที่ i ของคลื่น 3 ใหญ่ ซึ่งก็คงต้องรอให้ตลาดเป็นผู้เฉลยว่า ABC นี้จบจริงๆ และกลายเป็นคลื่นที่ 2 ที่จะยืนยันได้ก็คือราคาต้องทะลุแนวต้าน (A) ขี้นไป และเราเห็นคลื่นย่อย เป็นคลื่นส่ง i ii iii iv v ของคลื่น 3 ใหญ่

หรืออีกหนึ่งแนวทางคือ คลื่น 2 ยังปรับตัวไม่จบ คลื่น ABC ที่เราเห็นนั้น อาจจะเป็น abc ย่อยของ ABC ใหญ่อีกที ซึ่งคลื่น C ที่เห็นอาจเป็นคลื่น A ขาแรกเท่านั้น

ถ้ามันเป็นไปตามแนวทางนี้ จุดกลับตัวของขา C อาจจะต้องรอให้คลื่น B เคลื่อนที่จบก่อนจึงจะหาเป้าหมายราคาของคลื่น C เพื่อจบคลื่น 2 ได้

จากการวิเคราะห์ทั้งหมดเป็นแค่ความเห็นของผมเองนะครับ อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะผมก็ยังเป็น Beginner เรื่องคลื่นเอลเลียตอยู่ แต่ก็พยายามเทียบกับทฤษฎีให้มากที่สุด เพราะการนับคลื่นนั้นเป็นเหมือนการคาดการณ์การเคลื่อนไหวราคาล่วงหน้า ถึงเหตุการณ์อันน่าจะเป็น ซึ่งเราก็กำหนดไว้ 2 แนวทางแล้ว ซึ่งถ้ามันผิดทั้งหมด ก็คงต้องมานั่งนับใหม่อีกครั้ง 555+ และอีกปัญหานึงคือ บิทคอยน์มันมีหลายตลาด เลยทำให้ราคาจริงๆ แล้วเป็นเท่าไหร่ เราจะไม่รู้ (น่าจะดีเนาะถ้า tradingview มีกราฟราคาบิทคอยน์แบบ index ) ซึ่งแต่ล่ะเว็บอาจจะเคลื่อนไหวไม่เหมือนกัน ก็อาจจะทำให้นับคลื่นไม่เหมือนกันด้วย แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นไปในทางเดียวกัน

Ledger Nano S - The secure hardware wallet

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.