Ledger Nano S - The secure hardware wallet

บททดสอบความแข็งแกร่งของเงินสกุลบิทคอยน์

ถ้าติดตามข่าวเศรษฐกิจ ก็น่าจะทราบกันอยู่แล้วว่าสภาวะเศรษฐกิจระดับโลกนั้นชะลอตัวกันอย่างมาก ซึ่งดูได้จากราคาน้ำมันที่ดิ่งลงเหว แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นเลย ทั้งๆ ที่ช่วงฤดูหนาวอย่างนี้ความต้องการใช้น้ำมันมากขึ้นเพื่อทำความอบอุ่น แต่กลับสวนทางกันเลย ไม่ขึ้นแต่มีแนวโน้มจะลดลงอีกด้วยซ้ำ และลองมองไปที่ตลาดหุ้นต่างๆ ก็ยังประสบปัญหาติดตัวแดงกันอยู่เหมือนกัน

ในช่วงกลางปี 58 ตลาดหุ้นจีน ก็โดนโจมตีอย่างหนัก จนต้องออกข้อกำหนด ซึ่งห้ามให้ผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติซื้อขายเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อป้องกันตลาดล้ม เมื่อลองมองย้อนกลับไปในเวลานั้น ราคาบิทคอยน์ก็ได้สูงขึ้นมาช่วงหนึ่ง แล้วก็มีการเทขายออกไป แล็วก็กลับมาขึ้นแรงๆ อีกรอบหนึ่ง ก็เป็นการสนับสนุนได้ว่า บิทคอยน์เองก็เป็นทางเลือกของนักลงทุนอีกอย่างหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งพักเงินลงทุน หรือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุน
และตอนนี้ครบกำหนด 6 เดือนแล้ว ตลาดหุ้นจีนคงต้องโดนถล่มอีกเป็นแน่ และไม่แน่อาจโดนหนักกว่าคราวที่แล้ว แล้วนักลงทุนล่ะ จะโยกเงินลงทุนของตัวเองไปไหน อันนี้ก็ต้องคิดต่อกันเอง
อีกข่าวตีคู่ขนานกันมาคือ การที่ธนาคารสนใจที่จะนำระบบการโอนเงินไปมาระหว่างกันของบิทคอยน์ ที่เรียกว่า Blockchain มาใช้กับระบบของตน ซึ่งหลายๆ ธนาคารได้ให้ความสนใจ และเริ่มที่จะศึกษา คาดว่าถ้าธนาคารทำสำเร็จการโอนเงินผ่านกันด้วย Blockchain อาจทำให้การโอนระหว่างประเทศใช้เวลาไม่นาน และค่าธรรมเนียมก็คงถูกมากขึ้น แต่มันก็มีอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องแก้ไขถ้านำระบบ Blockchain มาใช้กับธนาคารคือ การไม่มีศูยน์กลางข้อมูล เมื่อไม่มีศูนย์กลางข้อมูลก็ทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนจริงๆ ของผู้รับส่งเงินได้ ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้กับมิจฉาชีพใช้เป็นแหล่งฟอกเงินได้ง่ายขึ้นอีกถ้าไม่แก้จุดนี้
แล้วบิทคอยน์ล่ะ?? แน่นอนหลายๆ ธนาคารบอกว่า ไม่ได้นำบิทคอยน์มาใช้ เพียงแค่นำเทคโนโลยีของ Blockchain เหมือนกับของบิทคอยน์มาใช้เท่านั้น ก็แน่นอนบิทคอยน์ในหลายๆ ประเทศยังไม่ได้รับการรองรับจากธนาคารว่าเป็นสิ่งที่สามารถใช้ชำระได้ตามกฎหมาย รวมถึงประเทศไทย ธนาคารจึงไม่อยากที่จะสนับสนุนหรือโปรโมทกันมากมายนัก
ถ้ามองในแง่การลงทุนแล้ว สถาบันการเงินอาจจะไม่ค่อยชอบพอกับบิทคอยน์เท่าไหร่นักถือว่าเป็นคู่แข่งกันก็ได้ เพราะเมื่อมองตามลักษณะการใช้งาน การโอนเงินระหว่างกันด้วยบิทคอยน์ มีค่าธรรมเนียมน้อยมาก และถ้าโอนกันระหว่างประเทศ ผู้รับๆ บิทคอยน์เร็วกว่าการโอนผ่านธนาคารซะอีก และด้วยมันเป็นระบบแบบไม่มีตัวกลางในการควบคุม ธนาคารจึงควบคุมไม่ได้ ผูกขาดไม่ได้ ธนาคารก็สร้างรายได้ไม่ได้
จากที่บทความก่อนๆ ปัจจัยหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญทำให้บิทคอยน์ราคาขึ้นหรือลงก็คือ ความน่าเชื่อถือ ซึ่งปัจจุบันบิทคอยน์ก็ได้รับความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว แต่จะโดนเตะแข้งเตะขาหรือเปล่า ซึ่งอาจจะมีเป๋ๆ ไปบ้าง ตามเหตุการณ์
และเหล่านักขุดบิทคอยน์ก็อาจมีความกังวลนิดๆ กับเรื่องผลของการประชุมที่จีน ( Chinese miner consensus meeting)  ที่ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่อง การเพิ่มขนาดของบล็อกข้อมูลเป็น 2 MB และความปลอดภัยของการทำ Segregated Witness เพื่อต้องการที่อยากจะให้มีการค่อยๆ ทำการแบ่งบล็อกรางวัลบิทคอยน์ ( Soft fork) แทนที่ให้มีการแบ่งนานๆ ที แต่ทีเดียว ( Hard fork ) ซึ่งแน่นอนการเปลี่ยนแปลงส่วนนี้ก็มีผลต่อราคาบิทคอยน์เหมือนกัน เพราะถ้าไม่มีนักขุด หรือขุดน้อยลง เราก็ไม่มีบิทคอยน์เอาไว้ใช้
อ้างอิง newsbtc, coindesk, bitmex
Ledger Nano S - The secure hardware wallet

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.